ความสำคัญและที่มาของปัญหา

วิทยาสงฆ์นครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกวิทยฐานะขึ้นเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ได้เปิดสอนสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา ให้แก่ ภิกษุ สามเณร และบุคคลทั่วไป โดยที่ศาสตร์ในทุกสาขาวิชาที่เปิดสอน จะอาศัยและอ้างอิงองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ ทั้งในการสอนและการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ยังได้เปิดหลักสูตรพระพุทธศาสนานานาชาติอีกด้วย จึงนับได้ว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาหนึ่งที่มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ

ในปีงบประมาณ 2558-2559 วิทยาเขตได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ประเภททุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย (เชิงชุมชน/สังคม) ภายใต้โครงการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัย และนวัตกรรม ชื่อเรื่อง “การจัดการความรู้พระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนาเพื่อการเผยแพร่สู่สากล” อันเป็นโครงการ ระยะที่ 1 ของโครงการ 2 ปี ที่นำเสนอ ลักษณะของโครงการจะเป็นการนำพระไตรปิฎกฉบับบาลี จำนวน 45 เล่ม ที่เรียกว่า ฉบับสยามรัฐ มาแปลชนิด คำต่อคำ (word by word translation) ให้อยู่ในรูปของพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาไทยชุดหนึ่ง และพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษชุดหนึ่ง โดยที่ผู้แปลประกอบด้วย ภิกษุ และคฤหัสถ์ จากมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนา ประเทศศรีลังกา จำนวน 11 รูป/คน แปลเป็นภาษาอังกฤษ และจากวิทยาเขตนครสวรรค์ และจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 19 รูป/คน แปลเป็นภาษาไทย เมื่อแปลเสร็จเล่มใดจาก 45 เล่ม ซึ่งในโครงการปีแรก คณะผู้แปลรับผิดชอบ 20 เล่ม โดยเริ่มจากการแปลพระสูตร ซึ่งประกอบด้วย 25 เล่มก่อน แล้วนำจัดทำเป็นเอกสารประกอบการศึกษา ที่ใช้ในการถ่ายทอดในรูปของกิจกรรมเผยแพร่ในรูปเอกสาร และในรูปของออนไลน์

เนื่องจากจำนวนพระไตรปิฎก 45 เล่ม มีความหนาถึง 22,379 หน้า ขนาด A4 หรือเป็นตัวอักษร ประมาณ 24,300,000 ตัว (พระไตรปิฎก : สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้ พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต หน้า 6) ทำให้คณะผู้แปลต้องใช้เวลาในการแปลเพิ่มมากขึ้นจากที่กำหนด เนื่องจากต้องใช้ความพิถีพิถันในการเลือกคำแปล ให้เหมาะสมกับความหมายที่ควรจะเป็น และเป็นจริงตามในพระไตรปิฎก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จึงได้อนุมัติโครงการ “การจัดการความรู้พระไตรปิฎก ในพระพุทธศาสนา เพื่อการเผยแพร่สู่ระดับสากล” ให้ดำเนินการเป็นปีที่ 2 ภายใต้ชื่อเรื่อง “โครงการเผยแพร่พระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนาสู่สากล ระยะที่ 2” ด้วยเล็งเห็นว่า เป็นโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ที่จะได้ทำความเข้าใจภาษาบาลีให้ถ่องแท้ และจะได้ช่วยกันสืบสานและสืบทอด พระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป